รวยไปด้วยกัน

เห็นกูรูหลายคนในเฟสบุ๊คโชว์สรรพคุณการลงทุนแบบสำเร็จรวดเร็วแล้ว รู้สึกเป็นห่วงนักลงทุนหน้าใหม่ทุกที

สูตรรวยเร็วบ้างล่ะ สูตรลับบ้างล่ะ สร้างเงินล้านใน 3 เดือน Passive Income 50,000 บาทต่อเดือน ใน 90 วัน และอะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย พักหลังเริ่มมีดึงพลังที่มองไม่เห็นมาสนับสนุนกันอีก อันนี้ยิ่งไปกันใหญ่เลย

ที่รู้สึกเป็นห่วงเพราะในฐานะนักลงทุนคนหนึ่ง กล้าพูดเลยว่าถ้ากูรูคนไหนบอกว่าการลงทุนนั้นง่าย มีสูตรลัด มีเคล็ดลับที่ใช้ได้กับทุกคนทำทุกคนให้รวยได้ หรือพูดแต่โอกาส พูดแต่ด้านดี หรือยังไงก็มีแต่ได้

รับประกันเลยครับว่า กูรูคนนั้นเป็นของปลอม ที่แย่คือ เจ้าพวกนี้อาจยังไม่เคยลงทุนเลยเสียด้วยซ้ำ อาจแค่จำเค้ามาพูด หรืออย่างดีก็อาจลงทุนเคสถึงสองเคส ก็เอาเท่าที่รู้มาหลอกขายฝันไปไกล ยังเจอมาน้อยยังเห็นไม่ครบทุกมุม แต่กล้า (หน้าด้าน) สอนไปไกลกว่าขอบเขตความรู้ตัวเอง

เอาเข้าจริงการลงทุนนั้นไม่ง่าย ไม่หมู ไม่ได้ดูดี และอุดมไปด้วยโอกาสผิดพลาดที่พร้อมสร้างความเสียหายให้กับเงินของเราได้ตลอดเวลา

ดังนั้นสิ่งที่ผู้แนะนำควรเน้นและควรให้ความรู้กับนักลงทุนมือใหม่จึงไม่ใช่แค่เรื่องของ “โอกาส” แต่ต้องชี้ให้เห็นถึง “ความเสี่ยง” และวิธีป้องกัน รวมถึงจัดการกับมันด้วย

ใครที่ติดตามวอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนอันดับหนึ่งของโลก คงจะเคยได้ยินกฎทองการลงทุน 2 ข้อของเขา นั่นคือ …

กฎข้อที่ 1: อย่าขาดทุน

กฎข้อที่ 2: อย่าลืมกฎข้อที่ 1 เป็นอันขาด

เอาเข้าจริงในการลงทุนนั้นเราห้ามเรื่องการขาดทุนไม่ได้หรอกครับ แต่ที่บัฟเฟตต์เน้นย้ำกฎดังกล่าว ก็เพื่อให้เราตระหนัก และคิดถึงมันทุกครั้งก่อนที่จะลงทุน เพื่อจะได้เตรียมการป้องกันและพร้อมรับมือกับมัน หากความผิดพลาดมาเยือน

สามเดือนก่อนมีนักลงทุนมือใหม่ส่งข้อความหลังไมค์เล่าให้ผมฟังว่า เพิ่งซื้อคอนโดลงทุนไป 3 ห้อง กระแสเงินสดบวกทุกห้อง กำลังอยากซื้อห้องที่ 4 จะเอาสลิปแฟนมากู้ซื้อห้องลงทุนด้วยจะดีมั้ย ด้วยมุ่งหวังอยากมีฟาร์มคอนโดสัก 10 ห้อง เก็บค่าเช่ากินเป็น Passive Income (ทั้งสองคนรายได้ต่อเดือนสูงพอสมควร)

งั้นสรุปแล้วถ้าห้องนี้คำนวณแล้วกระแสเงินสดบวก ผมให้แฟนกู้ซื้อได้เลยนะครับ ขอบคุณครับ

นอกจากจะไม่ตอบแล้ว ยังสรุปคนละเรื่องกับที่คุยกันเสียอีก การสนทนาของเราจบลงแค่นั้น ชีวิตเขา เขาตัดสินใจ เราก็ทำได้แค่นี้แหละ แต่พอขาดทุนมา ก็โทษคนสอนด่าคนตอบคำถาม

ผ่านไปไม่นาน คำถามของโค้ชก็กลายเป็นคำแช่ง (เขาคงคิดอย่างนั้น 555) คนเช่า 2 ห้องย้ายออก แค่เดือนแรกที่ต้องผ่อนเอง สองสามีภรรยาก็เดือดร้อนหนัก เงินเก็บเงินสำรองไม่มี กำไรส่วนต่างจากค่าเช่าและเงินผ่อนในเดือนก่อน ๆ ก็เอาไปกินใช้จนหมด

สองห้องเดิมว่าง สามห้องใหม่ยังหาคนเช่าไม่ได้ ภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเดือนละหลาย 4-5 หมื่น สำหรับคนไม่มีเงินสำรอง ยังไงก็เหนื่อยหนักแน่นอน

หลายครั้งคนที่มาเรียนด้วยชอบถามผมว่า “ทรัพย์ดี ทำไมคนถึงเอามาขายให้คนอื่นซื้อลงทุน ทำไมไม่เก็บไว้” คำตอบหนึ่งที่พบบ่อย ๆ ก็คือ เรื่องราวข้างต้นเลยครับ

เจอทรัพย์ที่ดี สร้างกระแสเงินสด แต่ขาดการวางแผนจัดการความเสี่ยงที่ดี สุดท้ายเรื่องที่คิดว่าคงไม่เกิดกับเรา ดันเกิดกับเราสภาพคล่องพัง ถูกติดตามหนี้ สุดท้ายต้องขายทิ้ง

ทรัพย์สินที่ดี … จึงกลายเป็นการลงทุนที่แย่ในที่สุด

ดังนั้นในทุกครั้งที่บรรยายเรื่องการลงทุน ผมจึงมักให้เวลากับเรื่องความเสี่ยงมากหน่อย แต่คนอยากรวยเร็วมักหูอื้อ ไม่ได้ยินพาร์ทนี้ หรือไม่ก็ฟังข้าม ๆ ไป

ทุกครั้งที่จะลงทุน อย่าลืมตั้งคำถามต่อไปที่ เพื่อเตรียมความพร้อมรับเรื่องร้าย ๆ ที่มีโอกาสเกิดกับการลงทุนของเราด้วยเสมอ

1. การลงทุนของเรามีความเสี่ยงอะไรบ้าง ที่ส่งผลกระทบต่อ รายได้ รายจ่าย มูลค่าทรัพย์สิน และหนี้สินทั้งหมดของเรา

2. ถ้าเรื่องที่กลัวตามข้อ 1 เกิดขึ้นจริง จะมีผลกระทบทางลบอย่างไร

3. เรามีวิธีป้องกันไม่ให้มันเกิด หรือลดโอกาสในการเกิดปัญหานั้นได้อย่างไร

4. ถ้าป้องกันไม่ได้ ลดก็แล้ว แต่ก็ยังมีโอกาสโดน เรารับมือกับมันได้มั้ย เราทำอะไรได้บ้าง และเจ็บสุดที่น่าจะเป็นแค่ไหน เรารับมือไหวหรือเปล่า

ถ้าตอบและเตรียมทุกคำถามไว้ได้ ความสบายใจในการลงทุนก็จะแบบหนึ่ง แต่ถ้าเลี่ยงไม่ตอบ เลือกมองข้าม มองโลกสวยว่ายังไงเราคงไม่โชคร้ายขนาดนั้น ก็อาจต้องทุกข์และเหนื่อยหนักในวันที่เรื่องไม่คาดฝันขึ้นมาเยี่ยมเยือน

เตรียมพร้อมรับมือกับเรื่องร้าย ๆ ชีวิตจะเจอแต่เรื่องดี ๆ และเจอแต่เรื่องรับมือไหว ผมสอนคนเรียนกับผมแบบนี้เสมอครับ

ทุกครั้งที่เจอโอกาสลงทุน อย่าลืมมองความเสี่ยงไว้ด้วยเสมอทุกครั้งนะครับ